ผู้ป่วยฉุกเฉินรับสิทธิเข้ารักษาฟรีทุก รพ.

 

นายกรัฐมนตรี ประกาศจัดบริการผู้ป่วยฉุกเฉินทุกสิทธิ ทั้ง รพ.รัฐ-เอกชนทั่วไทย ไม่มีการถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า พร้อมวางมาตรการควบคุมราคายา การบริโภคยา และระบบการสร้างสุขภาพ ป้องกันโรคคาดเริ่มใช้ระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉินพร้อมกัน        1 เม..นี้
                                                ผู้ป่วยฉุกเฉินรับสิทธิเข้ารักษาฟรีทุก รพ.


                นายกรัฐมนตรี ประกาศจัดบริการผู้ป่วยฉุกเฉินทุกสิทธิ ทั้ง รพ.รัฐ-เอกชนทั่วไทย ไม่มีการถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า พร้อมวางมาตรการควบคุมราคายา การบริโภคยา และระบบการสร้างสุขภาพ ป้องกันโรคคาดเริ่มใช้ระบบรักษาพยาบาลฉุกเฉินพร้อมกัน 1 เม.ย.นี้ สปส.รับลูกชงบอร์ดแก้ประกาศการแพทย์ 3 เม.ย.ให้มีผลย้อนหลัง คาดใช้งบเพิ่ม120 ล้านบาท

                การจัดเชิงนโยบายเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานร่วมประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุน ประกันสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วย กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

                นายวิทยา เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความพร้อม

การบูรณาการ ดูแลร่วมผู้ป่วยฉุกเฉิน ภายใต้มาตรฐานเดียวกันของ 3 กองทุน โดยไม่มีการถามสิทธิ และไม่ต้องสำรอง

จ่ายล่วงหน้า 2. มาตรการควบคุมราคายา และการบริโภคยาระยะยาว 3. มาตรการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค

ส่วนความคืบหน้าของการเตรียมความพร้อมให้บริการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินของ 3 กองทุนนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ 3 หน่วยงานจัดเตรียมแผนปฏิบัติการแก้ไขระเบียบกองทุน เพื่อให้เกิดเอกภาพคล่องตัว ไม่ส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลที่ให้บริการซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้บริหาร โรงพยาบาลภาครัฐ ทั้งในและนอกสังกัด และรวมทั้งรพ.เอกชนทั่วประเทศแล้ว ให้บริการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตามระบบปกติของทั้ง 3 กองทุน และจะดูแลจนกว่าผู้ป่วยจะอาการทุเลาและกลับบ้านได้ หรือส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลในระบบ โดยไม่ต้องมีระยะเวลาสิ้นสุด 72 ชั่วโมงเหมือนที่ผ่านมา ซึ่ง สปสช.จะเป็นศูนย์กลางติดตามการเบิกจ่ายค่าบริการ พร้อมทั้งจัดเตรียมสายด่วน 1330 ไว้ให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน นายวิทยากล่าว

                ส่วนมาตรการควบคุมราคายาและการบริโภคยาระยะยาวนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับ 3 กองทุน จัดทำมาตรการเพื่อควบคุมราคายา และการบริโภคยา เช่น การรวมซื้อยาที่ส่วนกลาง หรือการต่อรองราคายา และส่งเสริมการสั่งยาโดยการใช้ชื่อสามัญทางยา เป็นต้น

                ส่วนนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ได้ให้ 3 กองทุนสุขภาพ และสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. บูรณาการ ร่วมกันเสนอประเด็นลดพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญ และลดการเจ็บป่วย ซึ่งจะมีผลในการลดความจำเป็นในการเข้าสู่บริการบำบัดรักษาใน 5 เรื่องสำคัญในเบื้องต้นให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่ 1. การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้ปลอดภัยถูกสุขลักษณะและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 2. พัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนในระดับตำบล เพิ่มพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเยาวชน ลดพฤติกรรมเสี่ยงการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ใช้สารเสพติด 3. พัฒนาระบบการให้บริการเพื่อช่วยเลิกสูบบุหรี่ 4. พัฒนาระบบการให้บริการเพื่อช่วยเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5. การดูแลผู้ป่วยในช่วงสุดท้ายของชีวิตเผชิญความตายอย่างสงบ ปราศจากความเจ็บปวด

                นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่อง

การพัฒนาระบบบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงกรณีประสบอุบัติเหตุ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 3 ระบบ

ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้ทั้ง รพ.รัฐและเอกชน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และให้การรักษาจนพ้นภาวะที่จำเป็น

 

ที่มา : ส่วนตรวจสอบและติดตามประเมินผล

ข่าวเมื่อ : 19 มี.ค. 2555, 11:37

 

 

 



ข่าวล่าสุด

ดูข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมด...